ไวรัสโคโรนาอาจทำให้สัญญาการค้าล่ม ! เศรษฐกิจโลกอาจโดนกระทบหนักสองเด้ง !

ไวรัสโคโรนาอาจทำให้สัญญาการค้าล่ม ! เศรษฐกิจโลกอาจโดนกระทบหนักสองเด้ง !


วันนี้ขอลองมาวิเคราะห์ในอีกมุมที่หลายท่านอาจยังไม่ได้ยิน แต่ทางเพจเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ นอกจากความกังวลเรื่องไวรัสซึ่งถึงจะคุมการระบาดไปนอกประเทศไว้ได้แต่ผู้ติดเชื้อในจีนยังสูงขึ้นเรื่อยๆ จนตลาดยังคงเทขายบนความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะโดนกดดันเรื่อยๆ ตอนนี้หากสถาณการณ์ยังไม่คลี่คลายกลับมาเป็นปกติโดยเร็วอาจมีเรื่องให้ต้องกังวลมากกว่านี้ เพราะทางจีนคงไม่สามารถซื้อสินค้าสหรัฐได้มากเท่ากับที่ตกลงไว้ในสัญญาแน่ๆ ! และทางสหรัฐอาจจะถือเป็นการโมฆะและไม่ลดภาษีตามที่ตกลงไว้ !

ใครที่ติดตามเพจมาตลอดจะทราบว่า เหตุผลเดียวที่สหรัฐยอมเซ็นสัญญาขั้นแรกกับจีนนั้นคือต้องการให้จีนซื้อสินค้าสหรัฐ (โดยเฉพาะสินค้าเกษตร) และเหตุผลเดียวที่จีนยอมเซ็นก็เพราะว่าต้องการให้สหรัฐลดกำแพงภาษีกลับ ! ด้วยเงื่อนไขที่จีนตกลงไว้ตอนแรก นักวิเคราะห์รายคนก็มองว่าจีนไม่น่าจะทำตามได้อยู่แล้วหรือไม่ก็ต้องเหนื่อยมากๆ เพราะจีนได้สัญญาปริมาณการซื้อกับสหรัฐ
ไว้สูงมาก (ซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 5 เท่าและพลังงานมากขึ้น 8 เท่า) หลายๆท่านรวมถึงทางเพจเองยังเชื่อเลยว่า ทางจีนอาจแกล้งทำเป็นสัญญาเพื่อซื้อเวลาให้ทรัมป์หมดสมัยและไม่ได้คิดจะทำตามสัญญาให้บรรลุจริงๆ พอยิ่งมาโดนไวรัสโคโรนากระทบแบบนี้ ทางจีนไม่น่าจะทำตามสัญญาได้แน่ๆ 

โดยเฉพาะสัญญาด้านพลังงาน

วันนี้การใช้น้ำมันของจีนลดลงไปแล้ว 20% หรือหายไป 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน โรงกลั่นหลายๆลงกำลังปิดตัวหรือลดกำลังการผลิตลง
และไม่รู้จะต้องปิดไปนานแค่ไหน ทำให้การที่จีนจะนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐได้เพิ่มขึ้น 8 เท่าจากปีที่แล้วนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยตอนนี้

คำถามสำคัญคือ สหรัฐจะยอมยกเลิกภาษีไหม ?

หากสหรัฐมองว่าไข้หวัดนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ก็อาจจะยอมลดกำแพงภาษีให้ได้... แต่ไม่ใช่ภายใต้การนำของทรัมป์แน่นอนครับ ทรัมป์นั้นต้องการเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ต้องการคะแนนเสียงจากประชาชนที่ประกอบธุรกิจเกษตรและพลังงาน เพราะฉะนั้นทรัมป์เองคงไม่ยอมลดภาษีลงทั้งๆที่จีนไม่ได้ซื้อของตามสัญญาแน่ๆ จะถึงว่าเป็นการผิดเงื่อนไขสัญญา

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เพิ่งออกมาทวีตหลายครั้งเพื่อกล่าวชมรัฐบาลจีนว่ารับมือกับปัญหาไวรัสครั้งนี้ได้อย่างดีมาก เชื่อว่าจะเป็นการกล่าวเป็นนัยว่าอย่าลืมทำตามสัญญาที่ให้ไว้นะ ถ้าประเทศจีนไม่ได้โดนกระทบหนัก

หลายๆคนเริ่มมองว่าจะเกิด Recession แล้วในปีนี้ ?

เป็นที่
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าระบบเศรษฐกิจของจีนนั้นมีผลกระทบต่อโลกในวันนี้มากกว่าวันที่เกิดโรค SARS ระบาดในปี 2003 มากแค่ไหน GDP จีนนั้นโตขึ้นกว่า 5 เท่าแล้ว (GDP จีนในปี 2002 อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ปีนี้อยู่ที่ 7.0 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ทำให้ยากที่จะคาดเดาความเสียหายลูกโซ่ต่างๆ

หากเศรษฐกิจจีนยังคงโดนกดดันและสหรัฐก็ไม่ยอมถอนภาษีออกอย่างที่ทั้งโลกเคยหวังไว้ ตลาดหุ้นคงยัง
จะโดนเทขายเรื่อยๆ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคก็คงจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ สภาพคล่องจะหายไป ธนาคารกลางต่างๆจะรับมือไหวไหม ? สุดท้ายแล้วเชื่อว่าโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยนั้นก็เป็นไปได้ ช่วงเดือนกุมพาพันธ์นี้จึงสำคัญมากว่าสถาณการณ์จะคลี่คลายไหม
ทำไมถึงเชื่อว่านักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น จริงๆแล้วการเกิดโรคระบาดในจีนนั้นเป็นสิ่งที่ดีกับเศรษฐกิจสหรัฐนะครับ หลายๆบริษัทในสหรัฐเริ่มเชื่อว่าฐานการผลิตในจีนเริ่มจะไม่เป็นที่มั่นคงในระยะยาวและกำลังคิดจะย้ายฐานการผลิตกลับมาที่สหรัฐ อย่างแอปเปิ้ลก็ได้เริ่มประกาศแล้ว แต่ความมั่นใจของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นในสหรัฐยังลดลง ดูได้จากการเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นแล้วเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจนเราได้เห็นผลตอบแทนบอนด์ระยะ 10 ปี ลงมาต่ำกว่าระยะ 3 เดือนอีกครั้ง หรือการเกิด Inverted Yield Curve สัญญาณภัยทางเศรษฐกิจ หลังจากที่หายไปนานกว่า 4 เดือน ------------------------ สรุป - ทั้งหมดนี้ทางเพจพยายามจะวิเคราะห์ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นยังมีหนักกว่าที่เราคิดได้เยอะ ยังมีผลกระทบหลายๆอย่างที่อาจตามมาเป็นลูกโซ่ไม่ใช่เพียงการเสียชีวิตของผู้คนในจีนหรือกับเศรษฐกิจจีนเท่านั้นครับ และเงินลงทุนต่างชาติต่างก็เข้าใจความเสี่ยงนี้ดี นี่จึงไม่ใช่แค่การเทขายอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าครับ

Comments

Popular posts from this blog

IMO 2020 คืออะไร ? การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI แตกต่างกันอย่างไร ??

ยุคของการใช้น้ำมันอาจจะจบลงเร็วกว่าที่พวกเราคิด