สัญญาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้เซ็นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สัญญาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้เซ็นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบททดสอบที่แท้จริงของทั้งสองฝ่าย เพราะการที่จีนจะสามารถทำตามสัญญาให้ได้เพื่อแลกกับการลดกำแพงภาษีนั้น ไม่ใช่ง่ายๆเลยและเรื่องของพลังงานอาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เราจึงอยากหยิบมาวิเคราะห์ให้ฟังกัน ท่านใดไม่มีเวลาอ่านก็ลองอ่านสรุปด้านล่างได้เลยครับ #OilTradingKP -------------------------------------- เมื่อวันพุธที่ผ่านมาทั้งสองฝั่งได้เซ็นสัญญาการค้ากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดี ทรัมป์ นั้นดูเหมือนจะเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด และอาจจะเป็นผู้ชนะที่ใหญ่ที่สุดของวัน เพราะสามารถเจรจาให้ทางจีนยอมสัญญาที่จะนำเข้าสินค้าสหรัฐมากมาย ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างมากต่อการหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์ ในขณะที่ทางสหรัฐยังคงกำแพงภาษีของจีนอยู่กว่า 2 ใน 3 เพื่อเป็นตัวประกันรอดูว่าจีนจะทำตามสัญญาได้หรือป่าวแล้วจึงค่อยลด ถึงแม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะดีดขึ้นติดต่อกันทำสถิติ New High มาหลายวันติดกันแล้ว ตลาดต่างรับรู้ข่าวนี้เป็นเรื่องดีมากๆ แต่หากเรามาเจาะดูรายละเอียดขอสัญญานี้แล้ว การเซ็นกันอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะทำตามสัญญาให้ได้นั้นอาจเป็นเรื่องที่ยากมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของการบังคับให้จีนนำเข้าพลังงานสหรัฐมากขึ้น ! ยากจนนักวิเคราะห์หลายฝ่ายก็เริ่มกันตั้งคำถามแล้วว่า ทำไมทางประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถึงไม่ได้เดินทางมาร่วมลงนามด้วยตัวเอง หรือว่าทางจีนนั้นไม่ได้ซีเรียสมากกับสัญญาฉบับนี้ ? อาจจะไม่ได้ตั้งใจทำตามให้ได้สำเร็จจริงๆ ? การลงนามอาจเป็นแค่การซื้อเวลาให้ทรัมป์ตายใจ ? และจะพยายามหาทางทำให้ทรัมป์ไม่อาจกลับมาในสมัยที่สองได้แทน ?

จริงๆวิธีเข้าแทรกแซงคะแนนเสียงของทรัมป์นั้นมีหลายทางมาก ไม่ว่าจะเป็นคดี Impeachment ในวันอังคารที่ 21 มกราคมนี้ หรือการใช้ความขัดแย้งกับอิหร่านมาสร้างความรุนแรงในประเทศ หรือทางอื่นๆ ?? แต่
เรื่องเหล่านี้คงไม่มีใครรู้ได้จริงๆนอกจากทาง
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เอง ทางเพจจึงไม่อยากวิเคราะห์อะไรมากมาย -------------------------------------- สัญญาเรื่องการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐนั้นอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะตัดสินว่าจีนจะรักษาสัญญาไว้ได้หรือไม่ วันนี้ทางเพจอยากจะลองมาเจาะลึกในรายละเอียดของด้านของสัญญาเรื่องพลังงานให้ดูกันครับ
1) จีนสัญญาเรื่องการนำเข้าพลังงานกับสหรัฐไว้อย่างไรบ้าง
เรื่องที่เป็น Highlight ของสัญญาขั้นที่ 1 นี้การซื้อสินค้าสหรัฐเพิ่มขึ้นของจีน (Chinese Imports) โดยในช่วงระยะเวลา 2 ปีนี้ ประเทศจีนจะต้องสั่งซื้อและนำเข้าสินค้าเกษตร, พลังงานและบริการ เพิ่มขึ้นจากที่เคยซื้ออยู่ในปี 2017 อีกเป็นปริมาณอย่างน้อย 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ! 
โดยในปริมาณนั้นจะเป็นการนำเข้าพลังงานกว่า 5.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยแยกออกเป็น 2 ปี 1) ในปี 2020 จะต้องนำเข้าเป็นมูลค่าอย่างน้อย 1.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 2) ในปี 2021 จะต้องนำเข้าเป็นมูลค่าอย่างน้อย 3.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ! จีนนำเข้าพลังงานอะไรจากสหรัฐบ้าง ??

หลักๆแล้วนำเข้าอยู่ 4 อย่างครับ
1) น้ำมันดิบ (Crude oil)
2) 
แก๊สธรรมชาติเหลว (LNG)
3) แก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG)
4) เมทานอล (Methanol)
โดยสามารถดูปริมาณและสัดส่วนได้ในกราฟที่ผมแนบไปในคอมเม้นท์นะครับ หากดูเป็นมูลค่าแล้วหลักๆจีนก็นำเข้าน้ำมันดิบนี่แหละครับ โดยปริมาณ LPG และ LNG ก็หดไปเยอะแล้วล่าสุด เพราะโดนกำแพงภาษีสูงถึง 25% ในขณะที่น้ำมันดิบยังมีภาษีอยู่เพียง 5%

แล้วปริมาณการนำเข้าที่สหรัฐเรียกร้องนั้นมันมากแค่ไหน ??? หากดูจากกราฟที่เราแนบมาให้ในคอมเม้นท์ ทุกท่านจะเห็นได้ชัดเลยว่าในปี 2018 ก่อนที่จะเกิดสงครามการค้าขึ้นนั้นทางจีนเคยนำเข้าน้ำมันอยู่ที่เฉลี่ย 7 ล้านบาร์เรลต่อเดือน และในปี 2019 หลังจากทางจีนขึ้นภาษีน้ำมันดิบสหรัฐ 5% กลับเพื่อเป็นการตอบโต้ทางสงครามการค้า ต้นทุนนำเข้าที่แพงขึ้นก็ทำให้ทางจีนนำเข้าลดลงเหลือที่เฉลี่ย 4 ล้านบาร์เรลต่อเดือน โดยหากเทียบเป็นมูลค่า ด้วยสมมุติฐานที่ราคาน้ำมันดิบ 65 เหรียญ ต่อบาร์เรลแล้วก็นับเป็น
1) ปี 2018 คิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ 2) ปี 2019 คิดเป็นมูลค่า 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แปลว่าหากจีนจะต้องนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 5-9 เท่า ! หากจีนจะอยากยึดมั้นต่อคำสัญญาในข้อตกลงการค้า นั้นมากความว่าจีนจะต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่าในปี 2020 และ เพิ่มอีกเป็น 9 เท่าในปี 2021 ! เมื่อเทียบกับปริมาณในปีที่ผ่านมา จีนจะสามารถทำได้ตามสัญญาจริงหรือป่าว ?? เรื่องนี้อาจต้องวิเคราะห์กันยาวๆ แต่โดยเบื้องต้นนั้นต้องบอกว่ามันเป็นเป้าที่น่าจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็มีปัจจัยที่จะเข้ามาเอื้อความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้อยู่หลายอย่าง ที่ต้องคอยติดตามกัน ปัจจัยที่จะเอื้อให้เป็นไปได้
1) GDP จีน Q4 เพิ่งประกาศออกมาวันศุกร์ยังโตไม่หลุด 6% และการลงทุนเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจอาจปรับตัวดีขึ้น ทำให้การใช้น้ำมันที่มากขึ้นก็กำลังจะตามมา
2) มาตรการ IMO 2020 ได้เริ่มขึ้นแล้ว และหลายๆประเทศกำลังพยายามลดการนำเข้าจากตะวันออกกลางไปเป็นน้ำมันสหรัฐมากขึ้นอยู่แล้วเพราะมีปริมาณกำมะถัน (Sulfer) ที่น้อยกว่า ก็จะเป็นเทรนด์ช่วยเอื้อให้จีนนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น

3) ประกอบกับการลดการผลิตของโอเปกอย่างต่อเนื่องทำให้ราคาน้ำมันเกรดตะวันออกกลางนั้นแพงมากขึ้นทุกๆวัน การหาทางเลือกน้ำมันที่อื่นย่อมมีมากขึ้นสำหรับจีน
4) สหรัฐมีแผนขยายท่อการส่งออกไปยังอ่าวเม็กซิโกเพื่อให้ส่งน้ำมันออกได้มากขึ้น 1 - 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ ทำให้ราคาของที่หน้าท่าสหรัฐนั้นน่าจะถูกลงและช่วยให้ประเทศอื่นๆนำเข้าได้ด้วยราคาที่ดีขึ้น (More economics)

5) น่าจะเป็นเหตุผลี่สำคัญที่สุด คือภาษี 5% ที่จีนยังเก็บจากการนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐ หากยังไม่โดนถอนออกก็จะยากมากๆที่จะทำให้บริษัทจีนนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐ แต่หากถอนภาษีนี้ออกจะทำให้น้ำมันดิบสหรัฐนั้นเป็นตัวเลือกที่ถูกขึ้นเยอะ (ถูกลง 3 เหรียญต่อบาร์เรล) และถูกกว่าน้ำมันจากแอฟริกาใต้ซึ่งคุณภาพไม่ดีเท่าอยู่ได้ถึงประมาณ 0.5 - 1 เหรียญต่อบาร์เรล ตอนนี้จีนกำลังนำเข้าจากแอฟริกาใต้อยู่ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อเดือน ทำให้สหรัฐสามารถนำเข้าทดแทนจากแหล่งนี้ได้ และสามารถทำมูลค่าได้ถึงเป้าที่สัญญาไว้ 

ปัจจัยที่จะทำให้เป็นไปได้ยาก

1) ประเทศสหรัฐและจีนนั้นไม่ได้อยู่ใกล้ๆกัน การจะขนน้ำมันจากสหรัฐเข้ามาจีนนั้นแทบจะเป็น route การเดินทางที่ยาวที่สุด และเทรดเดอร์น้ำมันทุกคนนั้นต่างรู้ดีว่าค่าขนส่งน้ำมันนั้นเป็นตัวแปรต่อราคาที่สำคัญแต่ไหน ยิ่งในช่วงหลังๆนั้นค่าขนส่งผันผวนมากจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การดีดขึ้นของราคาขนส่งนั้น อาจทำให้การนำเข้าจากสหรัฐนั้นไม่คุ้มโดยทันที

2) การนำเข้าพลังงานอื่นๆ ดูไม่น่าจะเข้ามาช่วยได้เลย นอกเหนือจากภาษี 25% ที่ทางจีนเก็บจากการนำเข้าแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) และ แก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) นั้น ตอนนี้ผู้ผลิตก๊าซหลักของจีนอย่าง ออสเตรเลีย กาตาร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย นั้นต่างมีราคาที่ถูกกว่าและอยู่ใกล้จีนมากกว่าเยอะ ทำให้ทางจีนคงต้องหวังพึ่งการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างเดียวแล้ว 
โดยรวมแล้วจีนคงจะทำตามสัญญาได้ยาก หากทางรัฐบาลไม่ได้จริงจังและหันมาลดภาษีน้ำมันดิบ 5% นี้ แต่ปัจจัยที่จะเอื้อก็มีอยู่เยอะคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

-------------------

สรุป - สัญญาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนถึงแม้จะได้เซ็นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบททดสอบที่แท้จริงของทั้งสองฝ่าย เพราะการที่จีนจะสามารถทำตามสัญญาให้ได้เพื่อแลกกับการลดกำแพงภาษีนั้น ไม่ใช่ง่ายๆเลย โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐที่ต้องเพิ่มถึง 5-9 เท่านั้น ดูแล้วน่าจะทำได้ยากอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะตัดสินว่าจีนจะรักษาสัญญาไว้ได้หรือไม่ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะมากำหนดการนำเข้าของจีนได้คือการลดภาษี 5% ที่จีนตั้งไว้ต่อการนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐ #OilTradingKP




Comments

Popular posts from this blog

IMO 2020 คืออะไร ? การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI แตกต่างกันอย่างไร ??

ยุคของการใช้น้ำมันอาจจะจบลงเร็วกว่าที่พวกเราคิด